การสังเกตและรับมือกับโรคพยาธิเม็ดเลือดในสุนัขถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่เจ้าของไม่ควรมองข้าม เพราะพยาธิเม็ดเลือดถือเป็นปรสิตขนาดเล็กจิ๋วที่สามารถทำลายระบบภูมิคุ้มกัน เม็ดเลือดแดง และเกล็ดเลือดของสุนัขได้อย่างรุนแรงจนถึงขั้นอันตรายถึงชีวิตโดยที่คุณอาจไม่ทันตั้งตัว โรคนี้มักเกิดจากการที่สุนัขถูกเห็บกัดและปล่อยเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด ส่งผลให้เกิดความผิดปกติในหลายระบบของร่างกายอย่างรวดเร็ว ดังนั้น การทำความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุ สัญญาณเตือนในระยะแรก แนวทางการรักษา และวิธีป้องกันที่ถูกต้อง จะช่วยให้คุณปกป้องสุนัขตัวโปรดให้ปลอดภัยและมีสุขภาพดีได้อย่างยั่งยืน
Key Takeaways
- เห็บคือพาหะหลักของโรคพยาธิเม็ดเลือด มีเห็บสุนัขเป็นพาหะนำเชื้อ การป้องกันเห็บจึงถือเป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันโรค
- สัญญาณเตือนแรกเริ่ม ได้แก่ ซึม เบื่ออาหาร มีไข้ และเหงือกซีด หากปล่อยไว้อาจมีเลือดกำเดาไหล ขาหลังอ่อนแรง หรือเกล็ดเลือดต่ำขั้นวิกฤต
- ต้องพบสัตวแพทย์เท่านั้น ห้ามซื้อยามารักษาเองโดยเด็ดขาด เนื่องจากแนวทางการรักษามีความซับซ้อน และหากทำการรักษาอย่างถูกวิธีช้าอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้
- ป้องกันได้ด้วยยาป้องกันปรสิตอย่างสม่ำเสมอ การให้ยาป้องกันปรสิตที่ออกฤทธิ์กำจัดเห็บเป็นประจำทุกเดือน คือวิธีป้องกันพยาธิเม็ดเลือดที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
สารบัญบทความ
พยาธิเม็ดเลือดในสุนัขคืออะไร เกิดจากสาเหตุใด
พยาธิเม็ดเลือดในสุนัข คือ การติดเชื้อปรสิตในร่างกาย โดยเชื้อดังกล่าวจะเป็นแบคทีเรียกลุ่มริกเก็ตเซีย (Rickettsia) หรือโปรโตซัว (Protozoa) ซึ่งสุนัขมักติดผ่านการโดนเห็บกัด โดยเชื้อจะเข้าไปเจริญเติบโต และทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว หรือเกล็ดเลือดของสุนัขโดยตรง ทำให้สุนัขเกิดอาการป่วยตามมา
สำหรับความอันตราย ต้องขอบอกว่าพยาธิเม็ดเลือดมีความอันตรายสูงมาก เพราะสามารถทำให้เกิดภาวะโลหิตจางขั้นรุนแรง ภาวะเกล็ดเลือดต่ำจนเกิดภาวะเลือดออกภายในร่างกาย และนำไปสู่ภาวะอวัยวะภายในล้มเหลวเฉียบพลัน หากสุนัขไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที โรคพยาธิเม็ดเลือดในสุนัข หรือ โรคพยาธิเม็ดเลือด นี้ก็สามารถคร่าชีวิตสุนัขแสนรักของคุณได้ในเวลาอันสั้น
เชื้อก่อโรค พยาธิเม็ดเลือด สุนัข มีหลายชนิด โดยชนิดที่พบได้บ่อยในประเทศไทย ได้แก่ Ehrlichia canis (E. Canis), Babesia canis, Babesia gibsoni, Hepatozoon canis และ Anaplasma platys เป็นต้น
สาระน่ารู้เกี่ยวกับเห็บและหมัดในสุนัข อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : เห็บหมัดสุนัข
สาเหตุหลักของโรคพยาธิเม็ดเลือด
หากถามว่า พยาธิเม็ดเลือดในสุนัข เกิดจากอะไร คำตอบที่ชัดเจนที่สุดคือ “เห็บสุนัข” (Brown Dog Tick) เพราะเห็บสุนัขสีน้ำตาลคือพาหะนำโรคที่เป็นพาหะของเชื้อ โดยเมื่อสุนัขเป็นพยาธิเม็ดเลือดหรือมีเชื้ออยู่ในร่างกายโดนเห็บกัด เห็บตัวนั้นจะดูดเอาเชื้อพยาธิเม็ดเลือดเข้าไปสะสมไว้ในตัว และเมื่อเห็บย้ายไปกัดสุนัขตัวอื่น เชื้อร้ายก็จะถูกปล่อยผ่านน้ำลายของเห็บเข้าสู่กระแสเลือดของสุนัขตัวใหม่ทันที
ดังนั้น จะเห็นได้ว่า “เห็บ” คือตัวการที่สำคัญที่สุดของปัญหานี้ การควบคุมและกำจัดเห็บจึงเป็นสิ่งเดียวที่จะช่วยตัดวงจรโรคร้ายได้อย่างเด็ดขาด สัตวแพทย์จึงแนะนำให้เจ้าของดูแลสุนัขด้วยการให้ผลิตภัณฑ์ป้องกันปรสิตอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกเดือน โดยตัวยาที่ช่วยกำจัดเห็บได้มีหลายชนิด ยกตัวอย่างชนิดที่ได้รับการศึกษา วิจัย และทดสอบแล้วว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกันเห็บได้ดีและปลอดภัยต่อตัวสุนัข ได้แก่ ยาเคี้ยวที่มีตัวยา Sarolaner ซึ่งเป็นตัวยาในกลุ่ม Isoxazolines ซึ่งตัวยานี้จะออกฤทธิ์กำจัดเห็บอย่างรวดเร็ว ก่อนที่เห็บจะมีโอกาสปล่อยเชื้อเข้าสู่ร่างกายของสุนัข
อาการพยาธิเม็ดเลือดในสุนัขที่เจ้าของต้องสังเกต
การรู้เท่าทัน อาการพยาธิเม็ดเลือดในสุนัข ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยชีวิตสัตว์เลี้ยงไว้ได้ เนื่องจาก พยาธิเม็ดเลือดในสุนัข อาการของโรคสามารถแบ่งออกเป็นหลายระยะ และมีความหลากหลายขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อและสภาพร่างกายของสุนัข
อาการในระยะแรกที่สังเกตได้
ในระยะเริ่มต้นหรือระยะเฉียบพลัน (acute stage) หลังจากสุนัขได้รับเชื้อประมาณ 1-3 สัปดาห์ เจ้าของสามารถสังเกตอาการเบื้องต้น ได้แก่ สุนัขจะนอนซึม ไม่ร่าเริงเหมือนปกติ มีไข้สูงตัวร้อน เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ปฏิเสธอาหารเม็ดหรือขนมที่เคยชอบ เหงือกและเยื่อเมือกซีด เมื่อเปิดริมฝีปากดู จะพบว่าเหงือกเปลี่ยนจากสีชมพูอ่อนหรือซีดขาว ต่อมน้ำเหลืองโต โดยสังเกตเห็นก้อนบวมบริเวณใต้คอกกหูหรือหลังข้อพับขา เหนื่อยง่าย หอบ เนื่องจากปริมาณเม็ดเลือดแดงที่ลดลงทำให้การลำเลียงออกซิเจนลดลง เป็นต้น
อาการรุนแรงที่ต้องรีบพาพบสัตวแพทย์
หากไม่ได้รับการรักษา โรคอาจพัฒนากระโดดเข้าสู่ระยะแฝง (subclinical stage) และกลายเป็นระยะเรื้อรัง (chronic stage) ซึ่งถือเป็นสัญญาณอันตรายขั้นวิกฤตที่ต้องส่งโรงพยาบาลสัตว์ทันที โดยอาการที่พบมีความหลากหลาย ได้แก่ เลือดหยุดยากและมีจุดเลือดออก โดยมักพบจุดแดง ๆ หรือรอยจ้ำเขียวช้ำตามหน้าท้องและผนังช่องปาก เลือดกำเดาไหล โดยมีเลือดสดไหลออกจากรูจมูก เนื่องจากระดับเกล็ดเลือดลดต่ำลงมาก ขาหลังอ่อนแรง โดยสุนัขจะเดินเกร็ง ข้อต่ออักเสบ หรือมีอาการขาหลังอ่อนแรง จนลุกไม่ขึ้น เนื่องจากภาวะภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง ปัสสาวะมีสีเข้มผิดปกติ โดยสังเกตเห็นปัสสาวะเป็นสีน้ำตาลแดง หรือสีชาเข้ม สุนัขอาจเกิดภาวะตาบอดเฉียบพลัน เนื่องจากมีเลือดออกในช่องหน้าตา หรือภาวะเรตินาลอกตัว ตลอดจนมีอาการของภาวะตับและไตล้มเหลว โดยสุนัขจะมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ท้องกางขยายใหญ่จากการมีน้ำในช่องท้อง เป็นต้น
วิธีวินิจฉัยและรักษาโรคพยาธิเม็ดเลือดในสุนัข
เมื่อพบสุนัขมีอาการต้องสงสัยของโรคพยาธิเม็ดเลือด สัตวแพทย์จะมีขั้นตอนการตรวจวินิจฉัยเพื่อยืนยันโรคดังนี้
- การส่องตรวจสเมียร์เลือด (Blood Smear): สัตวแพทย์จะทำการเจาะเลือดสุนัขเพื่อย้อมสีเพื่อส่องดูตัวเชื้อพยาธิหรือตัวอ่อนใต้กล้องจุลทรรศน์
- การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC): เพื่อดูระดับเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และปริมาณเกล็ดเลือด
- การใช้ชุดทดสอบสำเร็จรูป (SNAP Test): ตรวจหาภูมิคุ้มกันต่อเชื้อพยาธิเม็ดเลือดโดย ชุดตรวจพยาธิเม็ดเลือด ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 500 – 1,200 บาท ต่อการตรวจหนึ่งครั้ง (ขึ้นอยู่กับขนาด ยี่ห้อของชุดทดสอบ และอัตราค่าบริการของโรงพยาบาล)
- การตรวจ PCR Test: เป็นการตรวจหา DNA ของเชื้อที่มีความแม่นยำสูง แม้มีเชื้อปริมาณน้อยก็สามารถตรวจพบได้
ยาและการรักษาโรคพยาธิเม็ดเลือด
เมื่อผลตรวจยืนยันว่าสุนัขป่วย เจ้าของมักมีคำถามว่า พยาธิเม็ดเลือดในสุนัข รักษายังไง ในการรักษาโดยทั่วไป สัตวแพทย์จะเลือกใช้ยาปฏิชีวนะกลุ่มเฉพาะ โดยตัวยาที่ใช้หลัก ๆ จะเป็นตัวยา doxycycline โดยใช้เป็นระยะเวลาประมาณ 4-6 สัปดาห์ หรือในบางกรณีอาจใช้ยาชนิดอื่นตามชนิดของเชื้อและสภาพตัวสัตว์ ซึ่งตัวยาจะเข้าไปยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียอย่างตรงจุด ร่วมกับการใช้ยาบำรุงเลือด ยาลดไข้ ยาบำรุงตับ หรือยาปรับภูมิคุ้มกัน ในรายที่อาการรุนแรงมากอาจต้องได้รับถ่ายเลือดเพื่อให้อยู่รอดในระยะวิกฤต
วิธีป้องกันพยาธิเม็ดเลือดในสุนัขที่ได้ผลจริง
การป้องกันพยาธิเม็ดเลือดในสุนัขทำได้โดยลดความเสี่ยงจากเห็บ ซึ่งเป็นพาหะสำคัญของโรค ควบคู่กับการดูแลสุขอนามัยและใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันเห็บอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อและช่วยให้สุนัขมีสุขภาพแข็งแรงในระยะยาว
กำจัดเห็บ กุญแจสำคัญป้องกันพยาธิเม็ดเลือด
เพราะเห็บ คือตัวการเดียวที่นำโรคร้ายนี้มาสู่สุนัข การกําจัดเห็บสุนัขจึงเป็นหัวใจสำคัญสูงสุด สัตวแพทย์ทั่วโลกต่างยืนยันตรงกันว่าการให้ยารักษาและป้องกันเห็บ เช่น ยาเคี้ยวชนิดเม็ดที่มีตัวยา Sarolaner เป็นวิธีป้องกันโรคพยาธิเม็ดเลือดที่มีประสิทธิภาพ น่าเชื่อถือ และปลอดภัยที่สุดในปัจจุบัน โดยหัวใจสำคัญคือต้องให้เป็นประจำทุกเดือน เพื่อป้องกันเห็บอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการดูแลรักษาความสะอาดในสิ่งแวดล้อมให้ปลอดภัยจากเห็บอยู่เสมอ
ทั้งนี้การให้ยาป้องกันปรสิต โดยเฉพาะยาป้องกันเห็บ เช่น การป้อนยาเคี้ยว sarolaner เป็นประจำทุกๆ เดือน ตัวยาจะกระจายเข้าสู่กระแสเลือดของสุนัขอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็บมาเกาะและเริ่มดูดเลือด ตัวยาจะทำลายระบบประสาทของเห็บให้ตายลงทันทีก่อนที่มันจะทันปล่อยเชื้อพยาธิเม็ดเลือดเข้าสู่ร่างกายสุนัข การกินยาป้องกันอย่างสม่ำเสมอจึงเปรียบเสมือนการสร้างเกราะป้องกันเกราะเหล็กให้สุนัขของคุณตลอด 365 วัน
พฤติกรรมเจ้าของที่ช่วยลดความเสี่ยง
นอกเหนือจากการให้ยาป้องกันเห็บแล้ว พฤติกรรมและการดูแลของเจ้าของก็มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการลดโอกาสสัมผัสกับเห็บซึ่งเป็นพาหะนำโรค เช่น การหมั่นตรวจเช็กตัวสุนัข โดยการใช้มือลูบแหวกขนสังเกตตามจุดอับ เช่น ใบหู ง่ามนิ้ว รอบดวงตา ขาหนีบ และโคนหาง ทุกครั้งหลังจากพาสุนัขไปเดินเล่นนอกบ้าน การจัดการสิ่งแวดล้อม เช่น ฉีดพ่นน้ำยากำจัดเห็บตามรอยแตกของผนังบ้าน พงหญ้า หรือบริเวณที่สุนัขชอบไปนอนเล่นอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการพาสุนัขเข้าไปในพื้นที่เสี่ยง เช่น พยายามหลีกเลี่ยงการพาสุนัขไปเดินในบริเวณที่มีพงหญ้ารกสูง หรือพื้นที่ที่มีสุนัขจรจัดอาศัยอยู่หนาแน่น ตลอดจนหมั่นพาสุนัขไปตรวจสุขภาพประจำปีอย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง เพื่อคัดกรองหาเชื้อในระยะแฝง
หากสุนัขมีอาการผิดปกติ ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคร้ายแรงในสุนัข : หมาหายใจแรง
พยาธิเม็ดเลือดในสุนัขติดต่อสู่คนได้ไหม
โรคพยาธิเม็ดเลือดสามารถติดต่อมาสู่คนได้ จากการที่โดนเห็บซึ่งมีเชื้อพยาธิเม็ดเลือดกัด ไม่สามารถติดต่อได้โดยตรงจากการสัมผัสสุนัขที่ป่วยด้วยโรคพยาธิเม็ดเลือด ดังนั้น หากบ้านของคุณมีเห็บจำนวนมาก และเห็บตัวที่มีเชื้อจากสุนัขไปกัดคนในบ้าน ก็มีโอกาสที่คนจะได้รับเชื้อ ซึ่งทำให้เกิดอาการไข้สูง ปวดศีรษะ หรือผื่นขึ้นได้เช่นกัน ข้อควรระวังที่สุดสำหรับผู้อยู่ร่วมบ้านจึงไม่ใช่การรังเกียจสุนัขที่ป่วย แต่คือการเร่ง กำจัดเห็บในบ้านให้หมดสิ้น เพื่อความปลอดภัยของทั้งคนและสัตว์เลี้ยง
รู้ทันอาการพยาธิเม็ดเลือดในสุนัข เพื่อปกป้องสุขภาพน้องหมา
การสังเกตและเท่าทัน อาการพยาธิเม็ดเลือด ในสุนัข ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เป็นสิ่งที่จะช่วยปกป้องสุนัขของคุณจากอันตรายถึงชีวิต โรคนี้อาจดูน่ากลัวเพราะส่งผลกระทบต่อระบบอวัยวะหลายอวัยวะทั่วร่างกาย แต่อันที่จริงแล้วเราสามารถป้องกันได้ง่ายกว่าการรักษาหลายเท่า เพียงแค่เจ้าของใส่ใจในการตัดวงจรพาหะนำโรคอย่าง “เห็บ” ให้สิ้นซาก
การสร้างเกราะคุ้มกันที่แข็งแกร่งด้วยการปกป้องสุนัขเป็นประจำทุกเดือนโดยใช้ ยาเคี้ยวป้องกันเห็บหมัดที่มีตัวยา sarolaner ควบคู่ไปกับการดูแลสุขอนามัยของพื้นที่ในบ้าน จะช่วยให้น้องหมาของคุณปลอดภัยจากโรคร้าย มีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง และอยู่สร้างรอยยิ้มเคียงข้างคุณไปได้อีกนานแสนนาน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการพยาธิเม็ดเลือดในสุนัข
ระยะฟักตัวของพยาธิเม็ดเลือดในสุนัขเป็นอย่างไร ?
ระยะฟักตัวของพยาธิเม็ดเลือดหลังจากสุนัขถูกเห็บที่มีเชื้อกัด มักใช้เวลาประมาณ 1-3 สัปดาห์ ก่อนที่สุนัขจะเริ่มแสดงอาการในระยะแรก เช่น มีไข้ ซึม หรือเบื่ออาหาร อย่างไรก็ตาม เชื้อบางชนิดสามารถซ่อนตัวอยู่ในระยะแฝงได้นานเป็นเดือนหรือเป็นปีโดยไม่แสดงอาการ จนกว่าภูมิคุ้มกันของสุนัขจะอ่อนแอลง
พยาธิเม็ดเลือดในสุนัขสามารถรักษาเองได้หรือไม่ ?
ไม่สามารถรักษาเองได้โดยเด็ดขาด การซื้อยาปฏิชีวนะมาป้อนสุนัขเองมีความเสี่ยงสูงที่จะคำนวณปริมาณยาผิดพลาด ส่งผลให้เกิดพิษต่อตับ ไต เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหารอย่างรุนแรง หรือทำให้เชื้อดื้อยา การรักษาที่ปลอดภัยจึงต้องอยู่ภายใต้การดูแลและสั่งยาโดยสัตวแพทย์เท่านั้น
โรคพยาธิเม็ดเลือดมีอาการอย่างไร ?
อาการที่พบบ่อย ได้แก่ สุนัขมีไข้ ซึม เบื่ออาหาร เหงือกและเยื่อบุซีดขาวเนื่องจากภาวะโลหิตจาง ในรายที่อาการรุนแรงจะพบจุดเลือดออกตามตัว เลือดกำเดาไหล ขาหลังอ่อนแรง ลุกไม่ไหว ปัสสาวะสีชาเข้ม หรือมีภาวะตับและไตล้มเหลว
สุนัขเป็นพยาธิเม็ดเลือดห้ามกินอะไร ?
สุนัขที่ป่วยด้วยโรคพยาธิเม็ดเลือดไม่มีอาหารต้องห้ามโดยเฉพาะ แต่ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่สะอาดหรือโภชนาการไม่ครบถ้วน รวมถึงอาหารเสริมหรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้รับคำแนะนำจากสัตวแพทย์ เพราะอาจรบกวนการรักษาและการดูดซึมของยาได้
พยาธิเม็ดเลือดในสุนัขค่ารักษาประมาณเท่าไหร่ ?
ค่ารักษาพยาธิเม็ดเลือดในสุนัขขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค โดยหากตรวจพบเร็วและรักษาด้วยยา ค่าใช้จ่ายมักอยู่ที่ 1,500–3,500 บาท แต่หากต้องนอนโรงพยาบาล ให้น้ำเกลือ หรือถ่ายเลือด ค่าใช้จ่ายอาจอยู่ที่ 5,000–15,000 บาทขึ้นไป ขึ้นอยู่กับอาการและอัตราค่าบริการของโรงพยาบาลสัตว์
บทความโดย: น.สพ. อิทธิพงษ์ ขำทวี






