การดูแลน้องหมาไม่ได้มีเพียงแค่การสังเกตความผิดปกติของร่างกายทั่วไปเท่านั้น แต่เรื่องของสุขภาพช่องหูก็เป็นอีกหนึ่งจุดสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม หากเจ้าของเริ่มสังเกตเห็นสุนัขมีอาการเกาหูบ่อยผิดปกติ ถูหูกับพื้น หรือมีคราบขี้หูสีน้ำตาลเข้มสะสมอยู่เต็มช่องหู นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาไรหูสุนัข (Otodectes cynotis) ปรสิตตัวจิ๋วที่เข้ามาแฝงตัวและก่อให้เกิดการระคายเคืองอย่างรุนแรง หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี อาจลุกลามไปสู่ภาวะช่องหูอักเสบรุนแรงและการติดเชื้อแทรกซ้อนจนทำให้น้องหมาอาจถึงขั้นหูหนวกได้
Key Takeaways
- ไรหูสุนัข คือปรสิตขนาดเล็กที่อาศัยอยู่ในช่องหู คอยกินคราบขี้หูและเซลล์ผิวหนัง ก่อให้เกิดอาการคัน คราบขี้หูสีดำคล้ายกากกาแฟ และกลิ่นเหม็นอับ
- การติดไรหูในน้องหมาเกิดจากการสัมผัสใกล้ชิดกับสัตว์เลี้ยงที่มีไรในหูอยู่ก่อนหน้า หรือการใช้สิ่งของและที่นอนร่วมกัน
- อาการเตือนสำคัญ ได้แก่ สุนัขคันหู สุนัขสะบัดหัวบ่อย หูแดงอักเสบ และมีขี้หูสะสมปริมาณมาก
- การรักษาต้องควบคู่กันทั้งการใช้ยาที่สั่งโดยสัตวแพทย์ รวมถึงการใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันปรสิตที่ออกฤทธิ์ป้องกันไรในหูได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- สามารถป้องกันได้โดยการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ป้องกันไรในหูได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช็ดทำความสะอาดหูสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสัตว์ที่ป่วยไรในหู
สารบัญบทความ
ไรหูสุนัข คืออะไร? รู้จักตัวก่อกวนตัวจิ๋วที่ซ่อนอยู่ในหูของสุนัข
ไรหูสุนัข (ear mites) หรือมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Otodectes cynotis คือปรสิตภายนอกขนาดจิ๋ว ซึ่งมองเห็นด้วยตาเปล่าได้ยากมาก ไรในหูเหล่านี้จะเข้าอาศัยอยู่ในช่องหูส่วนนอกของสุนัขและแมว โดยคอยกัดกินเศษเซลล์ผิวหนังที่หลุดลอก น้ำมัน และคราบขี้หูภายในหูหมาเป็นอาหาร
ไรหูจะกระตุ้นให้เกิดภาวะอักเสบและอาการคันอย่างรุนแรงภายในช่องหู วงจรชีวิตของไรหูตั้งแต่ระยะไข่ ตัวอ่อน จนพัฒนาเป็นตัวเต็มวัยใช้เวลาประมาณ 3 สัปดาห์ และพวกมันสามารถขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว หากไม่ได้รับการตรวจและรักษาอย่างทันท่วงที พวกมันอาจเพิ่มจำนวนเป็นหลักร้อยหลักพันตัวในเวลาอันสั้น
สาระน่าสนใจเกี่ยวกับโรคที่เกิดจากปรสิตสุนัข อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : โรคที่เกิดจากเห็บสุนัข
ไรหูสุนัขเกิดจากสาเหตุใด และติดต่อกันได้อย่างไร?
เจ้าของหลายท่านอาจสงสัยว่าไรในหูสุนัขเกิดจากอะไร และแพร่กระจายมาสู่น้องสุนัขได้อย่างไร สาเหตุหลักของการติดไรหูสามารถแบ่งออกได้ ดังนี้
- สัมผัสใกล้ชิดกับสัตว์ที่มีไรในหู: ไรหูเป็นปรสิตที่ติดต่อได้ง่ายผ่านการสัมผัสโดยตรงระหว่างสัตว์เลี้ยงด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นสุนัขด้วยกันเอง หรือติดต่อมาจากแมว โดยเฉพาะสุนัขที่มักไปเล่นตามสวนสาธารณะ ร้านตัดขน โรงแรมรับฝากเลี้ยง หรือสุนัขจรจัด
- การถ่ายทอดจากแม่สู่ลูก: ลูกสุนัขมักติดไรหูมาจากแม่สุนัขตั้งแต่ช่วงแรกเกิด ผ่านการสัมผัสใกล้ชิดระหว่างการให้นมหรือการกกตัว
- การใช้สิ่งของและสิ่งแวดล้อมร่วมกัน: แม้ไรหูจะอยู่นอกตัวสัตว์ได้ไม่นาน แต่มันก็สามารถซ่อนตัวตามที่นอน เบาะ กรง ผ้าเช็ดตัว หรืออุปกรณ์แปรงขนที่ใช้ร่วมกันได้
อาการสุนัขที่เป็นไรในหูสังเกตได้อย่างไร?
เมื่อน้องสุนัขเริ่มมีไรหูอาศัยอยู่ ร่างกายและพฤติกรรมของพวกเขาจะแสดงความผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด อาการที่มักพบได้บ่อย มีดังนี้
- อาการคันรุนแรง: เมื่อน้องหมาคันหู พวกเขามักจะใช้ขาหลังเกาบริเวณโคนหู ใบหู หรือพยายามนำศีรษะไปถูไถกับพื้น ผนัง และเฟอร์นิเจอร์อย่างรุนแรง
- สะบัดหัวสม่ำเสมอ: เจ้าของจะเห็นสุนัขสะบัดหัวบ่อยหรือสุนัขสะบัดหัวตลอดเวลาเพื่อพยายามไล่สิ่งระคายเคืองภายในช่องหู
- คราบขี้หูสีเข้มผิดปกติ: มีการสะสมของคราบขี้หูสีน้ำตาลเข้มจนถึงสีดำ ลักษณะแห้งกรอบคล้าย “กากกาแฟ” ซึ่งเกิดจากขี้หูผสมกับเลือด และเศษเซลล์ผิวหนัง
- กลิ่นเหม็นจากช่องหู: หูสุนัขมีกลิ่นเหม็นออกมาจากช่องหูเนื่องจากการสะสมของขี้หู แบคทีเรียและยีสต์
- ใบหูอักเสบ แดง หรือบวม: การเกาอย่างรุนแรงทำให้ผิวหนังใบหูถลอก มีบาดแผล หรือเกิดภาวะเส้นเลือดในใบหูแตกจนใบหูบวมซึ่งต้องได้รับการรักษาจากสัตวแพทย์อย่างเหมาะสม
- การเอียงคอ: สุนัขอาจเดินเอียงคอไปข้างที่มีอาการอักเสบรุนแรง เนื่องจากความเจ็บปวดในช่องหู
ไรหูกับยีสต์ในหูสุนัข อาการต่างกันอย่างไร?
เจ้าของหลายคนมักสับสนระหว่างการติดไรหูกับภาวะติดเชื้อยีสต์ในช่องหู เพราะทั้งสองอาการทำให้สุนัขเกาหูเหมือนกัน อย่างไรก็ตาม ยีสต์ในหูสุนัขเกิดจากการเจริญเติบโตผิดปกติของเชื้อยีสต์ชนิด Malassezia ตามธรรมชาติ ซึ่งมีความแตกต่างจากไรหู ดังนี้
| ข้อเปรียบเทียบ | ไรหูสุนัข (Ear Mites) | ยีสต์ในหูสุนัข (Yeast Infection) |
| สาเหตุหลัก | ปรสิตภายนอกขนาดเล็ก (Otodectes cynotis) | การเจริญเติบโตเกินขนาดของเชื้อยีสต์เนื่องจากความชื้นหรือภูมิแพ้ |
| ลักษณะขี้หู | สีน้ำตาลเข้มถึงดำ แห้ง กรอบ คล้ายกากกาแฟ | สีเหลืองอมน้ำตาล เหนียว ชื้น แฉะ หรือเป็นแผ่น |
| ลักษณะกลิ่น | กลิ่นเหม็นอับหรือกลิ่นคาวเลือด | กลิ่นเปรี้ยวอับคล้ายแป้งหมักหรือก้อนยีสต์ |
| การติดต่อ | ติดต่อระหว่างสัตว์เลี้ยงได้ง่ายมาก | ไม่ใช่โรคติดต่อ เกิดจากสภาพแวดล้อมช่องหูของสัตว์เอง |
| การตรวจวินิจฉัย | ส่องเจอตัวไรหมุนเวียนใต้ออโตสโคปหรือกล้องจุลทรรศน์ | ตรวจพบเซลล์ยีสต์รูปพินโบว์ลิ่งจากการย้อมสีขี้หู |
สัตวแพทย์วินิจฉัยอาการไรหูสุนัขได้อย่างไร?
หากสงสัยว่าสุนัขติดไรหู ไม่ควรซื้อยามาหยอดเองโดยไม่ได้รับการตรวจ เพราะการใช้ยาผิดประเภทอาจทำให้ช่องหูอักเสบแย่ลง สัตวแพทย์จะมีขั้นตอนการตรวจดังนี้
- การตรวจด้วยออโตสโคป (Otoscope): สัตวแพทย์จะใช้อุปกรณ์ส่องตรวจเข้าไปในช่องหู หากมีไรหู จะสังเกตเห็นจุดสีขาวขนาดจิ๋วเคลื่อนไหวไปมาท่ามกลางคราบขี้หูสีดำ
- การเก็บขี้หูตรวจทางกล้องจุลทรรศน์ (Ear Swab): ใช้ไม้พันสำลีป้ายขี้หูออกมาวางบนสไลด์ แล้วนำไปส่องใต้อุปกรณ์กล้องจุลทรรศน์ เพื่อยืนยันการมีอยู่ของตัวไร ไข่ตัวไร และตรวจเช็กว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียหรือยีสต์ซ้ำซ้อนหรือไม่
ไรหูสุนัขมีวิธีการรักษาอย่างไร?
แนวทางการรักษาไรในหูสุนัขต้องทำอย่างถูกวิธีและต่อเนื่อง เพื่อกำจัดตัวไรให้หมดไปพร้อมกับจัดการภาวะอักเสบแทรกซ้อน
ยาหยอดหูและยาหยดหลังกำจัดไรหู
การใช้ยาหยอดหูมีส่วนช่วยในการทำความสะอาด และลดการอักเสบ ซึ่งต้องทำควบคู่กับการใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันปรสิตที่มีฤทธิ์กำจัดตัวไรอย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญต้องป้องกันเป็นประจำทุกเดือนเพื่อตัดวงจรไรไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำได้อีกในอนาคต
ยากินกำจัดปรสิต
ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ป้องกันปรสิตชนิดเม็ดเคี้ยวกลุ่ม Isoxazoline ที่มีส่วนประกอบของตัวยาสำคัญ เช่น Sarolaner, Moxidectin และ Pyrantel ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงมากในการฆ่าไรหู และเห็บหมัดสุนัข การกินยาตามคำแนะนำของสัตวแพทย์จะช่วยฆ่าตัวไรและกําจัดเห็บสุนัขได้อย่างหมดจดและออกฤทธิ์คุ้มกันได้ยาวนานมากยิ่งขึ้น
ทำความสะอาดสิ่งแวดล้อมและของใช้สุนัข
ต้องทำความสะอาดเบาะนอน ผ้าเช็ดตัว กรง และของเล่น ด้วยน้ำร้อนและน้ำยาฆ่าเชื้อ เพื่อกำจัดตัวไรและไข่ไรที่อาจตกค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อม ป้องกันไม่ให้กลับมาติดซ้ำ
ข้อควรระวังเกี่ยวกับภาวะอักเสบแทรกซ้อน: หากสุนัขเกาหูรุนแรงจนหูอักเสบและเป็นหนอง สัตวแพทย์จะสั่งยาปฏิชีวนะและยาลดอักเสบเพิ่มเติม เพื่อดำเนินการรักษาอย่างตรงจุด หากใบหูบวมเลือด สัตวแพทย์จะประเมินวิธีรักษาสุนัขหูบวมด้วยการเจาะระบายเลือดหรือผ่าตัดเย็บตรึงใบหูต่อไป
วิธีดูแลและป้องกันไม่ให้สุนัขกลับมาเป็นไรในหูซ้ำ
การป้องกันถือเป็นหัวใจสำคัญในการดูแลสุขภาพหูของน้องหมาให้อุดมสมบูรณ์และปลอดภัยจากปรสิต แนวทางการดูแลและป้องกันไรหูสุนัขมีดังนี้
- ทำความสะอาดช่องหูอย่างสม่ำเสมอ: ใช้น้ำยาเช็ดหูสำหรับสุนัขโดยเฉพาะ ล้างทำความสะอาดช่องหูสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง พร้อมทั้งเช็ดให้แห้งเพื่อลดการสะสมของคราบขี้หูและความชื้น
- ให้ผลิตภัณฑ์ป้องกันปรสิตตามรอบระยะเวลา: ให้ยากินป้องกันเห็บ หมัด และไรหูตามสัตวแพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัดเป็นประจำทุกเดือน
- เช็ดหูให้แห้งสนิทหลังอาบน้ำ: หลีกเลี่ยงไม่ให้น้ำเข้าหูระหว่างอาบน้ำ และเช็ดช่องหูให้แห้งเสมอเพื่อป้องกันความชื้นสะสม
- สังเกตพฤติกรรมและคราบขี้หูประจำ: ตรวจเช็กสี กลิ่น และอาการเกาหูของสุนัขเป็นประจำ หากพบความผิดปกติให้รีบแก้ไขทันที
- ดูแลสัตว์เลี้ยงทุกตัวในบ้านพร้อมกัน: หากพบสัตว์เลี้ยงตัวใดตัวหนึ่งติดไรหู ไม่ว่าจะน้องหมาน้องแมวมีไรในหู ต้องทำการตรวจและรักษาสัตว์เลี้ยงตัวอื่นในบ้านไปพร้อมกันเพื่อตัดวงจรการระบาด
ไรหูสุนัข ใส่ใจทุกอาการ เพื่อให้น้องกลับมาสบายหูอีกครั้ง
แม้ว่าไรหูสุนัขจะเป็นการคุกคามจากปรสิตตัวเล็ก ๆ แต่หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ใส่ใจ อาจนำไปสู่การติดเชื้อรุนแรง ใบหูบวมเลือด และภาวะหูอักเสบเรื้อรังที่สร้างความทรมานให้น้องหมาเป็นอย่างมาก เจ้าของจึงต้องใส่ใจสังเกตพฤติกรรม ทำความสะอาดหูสม่ำเสมอ และใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันปรสิตอย่างเหมาะสม เพื่อให้น้องหมามีสุขภาพช่องหูที่สะอาดและกลับมาร่าเริงได้อย่างมั่นใจ หากพบสัญญาณความผิดปกติ ควรรีบพาน้องไปพบสัตวแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยทันที
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับไรหูสุนัข
ใช้น้ำเกลือเช็ดหูสุนัขแทนน้ำยาเช็ดหูได้ไหม
ไม่แนะนำให้ใช้น้ำเกลือล้างแผล (Normal saline) เช็ดหูสุนัขแทนน้ำยาเช็ดหูเฉพาะทาง เพราะน้ำเกลือไม่มีคุณสมบัติในการละลายขี้หูหรือไขมัน ควรใช้น้ำยาเช็ดหูสุนัขที่มีสูตรละลายขี้หูและปรับค่า pH เหมาะสมโดยเฉพาะ
ค่ารักษาไรหูสุนัขที่คลินิกสัตวแพทย์ประมาณเท่าไหร่
ค่าใช้จ่ายในการรักษาไรหูสุนัขขึ้นอยู่กับขนาดตัวสุนัขและอาการแทรกซ้อน ซึ่งค่าใช้จ่ายโดยทั่วไปมักครอบคลุมถึงค่าตรวจส่องหู ค่าตรวจขี้หูทางกล้องจุลทรรศน์ ค่าน้ำยาเช็ดหู และผลิตภัณฑ์ป้องกันปรสิตที่ช่วยตัดวงจรไรในหูไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ
ไรหูสุนัขติดคนได้ไหม
ไรหูสุนัขเป็นปรสิตที่เจาะจงอาศัยอยู่บนตัวสัตว์เลี้ยงเป็นหลัก จึงติดคนได้ยากมาก อย่างไรก็ตาม หากมนุษย์สัมผัสใกล้ชิดกับสุนัขที่มีไรหูปริมาณมาก อาจเกิดปฏิกิริยาระคายเคือง เป็นตุ่มแดง หรือคันตามผิวหนังชั่วคราวได้ แต่ตัวไรไม่สามารถเจริญเติบโตหรือขยายพันธุ์บนผิวหนังมนุษย์ได้
สุนัขที่เป็นไรหูจะติดสัตว์เลี้ยงตัวอื่นในบ้านไหม
ติดได้อย่างแน่นอน เพราะไรหูเป็นปรสิตที่แพร่กระจายระหว่างสัตว์เลี้ยงได้ง่ายมากทั้งในสุนัขและแมว หากมีสัตว์เลี้ยงตัวใดตัวหนึ่งในบ้านเป็นไรหู สัตว์เลี้ยงตัวอื่นที่อยู่ร่วมกันจะมีโอกาสติดสูงมาก จึงจำเป็นต้องนำสัตว์เลี้ยงทุกตัวไปตรวจเช็กและทำการรักษาพร้อมกันเพื่อป้องกันการติดซ้ำไปมา
ถ้าไม่รักษาไรหูสุนัข จะเป็นอันตรายไหม
หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา ไรหูจะขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้น้องหมาคันอย่างรุนแรงจนเกาเป็นแผลถลอก เกิดภาวะใบหูบวมเลือด ช่องหูอักเสบติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน กลายเป็นหูเป็นหนองเรื้อรัง ทำให้เสียค่าใช้จ่ายและเวลาในการรักษาสูงกว่าการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้นอย่างมาก






